วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วิชาภาษาไทย

วิชาภาษาไทย
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่าน
การอ่านเป็นหนึ่งในสี่ทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ และไม่มีวันสิ้นสุดสามารถฝึกได้เรื่อย ๆ ตามวัยและประสบการณ์ของผู้อ่าน เพราะการอ่านนั้นจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรู้ ความคิด และความบันเทิงใจ ช่วยปรับปรุงชีวิตให้สดใสสมบูรณ์ ดังคำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษที่ว่า “การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์
1. ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน
2. ความสำคัญของการอ่านในสมัยโบราณที่ยังไม่มีตัวหนังสือใช้ มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังในถ้ำ เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์ เพื่อเตือนความจำหรือเพื่อบอกเล่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย แสดงถึงความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์ที่คงทนต่อกาลเวลาจากภาพเขียนตามผนังถ้ำ ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาเขียนและหนังสือ ปัจจุบันนี้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อมนุษย์จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการดำรงชีวิตคนที่ไม่รู้หนังสือแม้จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสำเร็จใด ๆ ในสังคมได้หนังสือและการอ่านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
3. จุดประสงค์ของการอ่านในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกันอาจมีจุดประสงค์หรือความคิดต่างกัน โดยทั่วไปจุดประสงค์ของการอ่านมี 3 ประการ คือ
1) การอ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี วารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง การอ่านเพื่อความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสำหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อความก้าวหน้าของโลกข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตำรา แต่แทรกอยู่ในหนังสือประเภทต่าง ๆแม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ
2) การอ่านเพื่อความคิดแนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรงเท่านั้น การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกนำความคิดที่ได้อ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาดเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด เช่น เรื่องพระลอแสดงความรักอันฝืนทำนองคลองธรรมจึงต้องประสบเคราะห์กรรมในที่สุดผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิดนับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดายการอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัยการศึกษาและการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่านมากกว่าครูจึงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านเพื่อความคิดของตนเองและเพื่อชี้แนะหรือสนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้
3) การอ่านเพื่อความบันเทิงเป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนที่มีนิสัยรักการอ่านหากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้ อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจำนวนมาก เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์เป็นต้นจุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน
4) คุณค่าของการอ่าน ในการส่งเสริมการอ่าน ครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเลือกหนังสือด้วย คุณค่าดังกล่าวมามีดังนี้
• คุณค่าทางอารมณ์หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ ได้แก่ วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา อาจเรียกได้ว่ามี “รส” วรรณคดี ซึ่งตำราสันสกฤต กล่าวว่า มีรส 9 รส คือ
1 รสแห่งความรักหรือความยินดี
2 รสแห่งความรื่นเริง
3 รสแห่งความสงสาร
4 รสแห่งความเกรี้ยวกราด
5 รสแห่งความกล้าหาญ
6 รสแห่งความน่ากลัวหรือทุกขเวทนา
7 รสแห่งความเกลียดชัง
8 รสแห่งความประหลาดใจ
9 รสแห่งความสงบสันติในวรรณคดีไทยก็แบ่งเป็น 4 รส คือ
- เสาวจนี การชมความงาม
- นารีปราโมทย์ การแสดงความรัก
- พิโรธวาทัง การแสดงความโกธรแค้น
- สัลลาปังคพิไสย การคร่ำครวญหลายท่านคงเคยได้ศึกษามาแล้ว หนังสือที่มิใช่ตำราวิชาการโดยตรง มักแทรกอารมณ์ไว้ด้วยไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพื่อให้น่าอ่านและสนองอารมณ์ของผู้อ่านในด้านต่าง ๆ
• คุณค่าทางสติปัญญาหนังสือดีย่อมให้คุณค่าทางด้านสติปัญญา อันได้แก่ ความรู้และความคิดเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ความคิดในเชิงทำลายความรู้ในที่นี้นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้วยังรวมถึงความรู้ทางการเมือง สังคม ภาษา และสิ่งต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเสมอ แม้จะหยิบหนังสือมาอ่านเพียง 2-3 นาทีผู้อ่านก็จะได้รับคุณค่าทางสติปัญญาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งหนังสืออาจจะปรากฏในรูปของเศษกระดาษถุงกระดาษ แต่ก็จะ “ให้ ” บางสิ่งบางอย่างแก่ผู้อ่านบางครั้งอาจช่วยแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมาเป็นเวลานานทั้งนี้ย่อมสุดแต่วิจารณญาณและพื้นฐานของผู้อ่านด้วยบางคนอาจมองผ่านไปโดยไม่สนใจแต่บางคนอาจมองลึกลงไปเห็นคุณค่าของหนังสือนั้นเป็นอย่างยิ่งคุณค่าทางสติปัญญาจึงมิใช่ขึ้นอยู่กับหนังสือเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับผู้อ่านด้วย
• คุณค่าทางสังคม การอ่านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาแต่เป็นโบราณกาล หากมนุษย์ ไม่มีนิสัยในการอ่าน วัฒนธรรมคงสูญสิ้นไป ไม่สืบทอดมาจนบัดนี้ วัฒนธรรมทางภาษา การเมือง การประกอบอาชีพ การศึกษา กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้อาศัยหนังสือและการอ่านเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และพัฒนาให้คุณค่าแก่สังคมนานัปการ หนังสืออาจทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปได้หากมีคนอ่านเป็นจำนวนมาก หนังสือและผู้อ่าน จึงอาศัยกันและกันเป็นเครื่องสืบทอดวัฒนธรรมของมนุษย์ในสังคมที่เจริญแล้ว จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มคนที่ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีหนังสือไม่มีการอ่านวัฒนธรรมของสังคมนั้นมักล้าหลัง ปราศจากการพัฒนา การอ่านจึงให้คุณค่าทางสังคมในทุกด้าน

การสร้างนิสัยรักการอ่าน
การที่บุคคลหนื่งบุคคลใดจะมีนิสัยรักการอ่านได้จะต้องได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ก็มิใช่ว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะไม่สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านได้ ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้น จะต้องเข้าใจว่าการที่จะสร้างนิสัยให้เป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านนั้นจะต้องเริ่มจาก
๑. อ่านหนังสือที่ตนเองชอบ
๒. การอ่านจะต้องมีสมาธิเพื่อจิตใจความของเรื่องที่อ่านได้
๓. เริ่มอ่านจากเรื่องสั้นๆ ก่อนไปสู่เรื่องยาว ๆ
๔. การอ่านควรมีสมุดจดบันทึก เพื่อจดจำข้อความที่ไพเราะ มีคติสอนใจ
๕. การอ่านจะต้องอ่านหนังสือได้ทุกประเภท และหยิบอ่านทุกครั้งเมื่อมีโอกาสหรือมี เวลาว่าง
๖. การอ่านอาจจะซื้ออ่านเองหรือขอยืมจากเพื่อน ห้องสมุด หรือแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆเป็นต้น
การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพมารยาทในการอ่าน มารยาทเป็นวัฒนธรรมทางสังคม เป็นความประพฤติที่เหมาะสมที่ควร ซึ่งสังคมยอมรับและยกย่อง ผู้มีมารยาทคือผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอน ขัดเกลามาดีแล้ว มารยาทในการอ่านแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บางคนอาจไม่รู้สึก แต่ไม่ควรมองข้าม มารยาทเหล่านี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าบุคคลนั้นได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีหรือไม่ อย่างไร ดังเช่นภาษิตที่ว่า "สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล"
มารยาททั่ว ๆ ไปในการอ่าน มีดังนี้.-
๑. ไม่ควรอ่านเรื่องที่เป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เช่น จดหมาย สมุดบันทึก
๒. ในขณะที่มีผู้อ่านหนังสือ ไม่ควรชะโงกไปอ่านข้างหลังให้เป็นที่รำคาญและไม่ควร แย่งอ่าน
๓. ไม่อ่านออกเสียงดัง ในขณะที่ผู้อื่นต้องการความสงบ
๔. ไม่แกล้งอ่านเพื่อล้อเลียนบุคคลอื่น
๕. ไม่ควรถือวิสาสะหยิบหนังสือของบุคคลอื่นมาอ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต
๖. ไม่อ่านหนังสือเมื่ออยู่ในวงสนทนาหรือมีการประชุม
๗. เมื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดหรือสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้อ่านหนังสือโดยเฉพาะ ไม่ส่งเสียงดัง ควรปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสถานที่เหล่านั้นอย่างเคร่งครัด
แบบทดสอบ
1. ทักษะทางภาษาในข้อใดเป็นทักษะที่คนใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด
ก. ทักษะการฟัง
ข. ทักษะการพูด
ค. ทักษะการอ่าน
ง. ทักษะการเขียน
2.การอ่านในข้อใดเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านมากที่สุด
ก.อ่านได้
ข.อ่านออก
ค.อ่านเป็น
ง.อ่านมาก
3. ข้อใดถือว่าสำคัญที่สุดในการอ่าน
ก.จดบันทึกทุกเรื่องราวในการอ่าน
ข. จับประเด็นสำคัญเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว
ค.รู้จักใช้ส่วนประกอบต่างๆของหนังสือให้เป็นประโยชน์
ง.รู้จักตั้งจุดประสงค์ในการอ่านและพยายามให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
4. การอ่านในข้อใดที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุด
ก.อ่านได้ช้าแต่สามารถสรุปใจความได้
ข.อ่านได้เร็ว แต่ไม่ค่อยแตกฉาน
ค.เชื่อทุกอย่างที่ได้เพราะไม่สามารถวิเคราะห์ได้
ง.ตีความเรื่องที่อ่านได้ไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการส่งให้
5.ข้อใดเรียงลำดับกระบวนการในการฟังได้ถูกต้องที่สุด
ก.ได้ยิน สนใจฟัง ตีความ ตอบสนอง ทำความเข้าใจ
ข.ได้ยิน สนใจฟัง ทำความเข้าใจ ตีความ ตอบสนอง
ค.ได้ยิน ทำความเข้าใจ สนใจฟัง ตีความ ตอบสนอง
ง.ได้ยิน สนใจฟัง ทำความเข้าใจ ตอบสนอง ตีความ
6.ข้อใดถือว่าเป็นหนังสือต้องห้าม
ก.หนังสือลามกอนาจาร
ข.หนังสือการก่ออาชญากรรมแบบต่าง ๆ
ค.หนังสือเกี่ยวกับลัทธิหรือนิกายใหม่ ๆ ในศาสนาอื่น
ง.หนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสืบราชวงศ์ของกษัตริย์
7.ข้อใดเรียงลำดับการจับใจความสำคัญได้ถูกต้อง1. อ่านชื่อเรื่อง
2. อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ
3. หาใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า
4. นำมาเรียงต่อกัน แล้วเขียนด้วยภาษาเข้าใจง่าย
5. ตอบคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม
ก. 1-2-3-5-4
ข. 1 -3-2-5-4
ค. 1-5-2-3-4
ง. 1-2-5-3-4
8.ข้อใดวิเคราะห์ปัญหาในการอ่านไม่ถูกต้อง
ก.อ่านเสียงวรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง เช่น ฮ้าไฮ้ อ่านเป็น ห้า – ไห้
ข.อ่านเสียงควบกล้ำไม่ถูกต้อง เช่น ขวัญแขวน อ่านเป็น ฝัน – แฝน
ค.อ่านออกเสียงตามความเคยชิน เช่น นุชแม่ อ่านเป็น นุด-เช่อ-แม่
ง.อ่านผิดเพราะขาดความรู้ เช่น โพยม อ่านเป็น โพ – ยม
9. มารยาทในการอ่านมีอะไรบ้าง
ก.ไม่ควรอ่านเรื่องที่เป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เช่น จดหมาย สมุดบันทึก
ข.ไม่แกล้งอ่านเพื่อล้อเลียนบุคคลอื่น
ค.ไม่อ่านหนังสือเมื่ออยู่ในวงสนทนาหรือมีการประชุม
ง.ถูกต้องทุกข้อ
10.คุณค่าทางอารมณ์หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ ได้แก่ วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา อาจเรียกได้ว่ามี “รส” วรรณคดี ซึ่งตำราสันสกฤต กล่าวว่า มีรสกี่รส
ก.9รส
ข.8รส
ค.4รส
ง.2รส