วิชาภาษาไทย
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอ่าน
การอ่านเป็นหนึ่งในสี่ทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ และไม่มีวันสิ้นสุดสามารถฝึกได้เรื่อย ๆ ตามวัยและประสบการณ์ของผู้อ่าน เพราะการอ่านนั้นจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรู้ ความคิด และความบันเทิงใจ ช่วยปรับปรุงชีวิตให้สดใสสมบูรณ์ ดังคำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษที่ว่า “การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์
1. ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน
2. ความสำคัญของการอ่านในสมัยโบราณที่ยังไม่มีตัวหนังสือใช้ มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังในถ้ำ เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์ เพื่อเตือนความจำหรือเพื่อบอกเล่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย แสดงถึงความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์ที่คงทนต่อกาลเวลาจากภาพเขียนตามผนังถ้ำ ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาเขียนและหนังสือ ปัจจุบันนี้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อมนุษย์จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการดำรงชีวิตคนที่ไม่รู้หนังสือแม้จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสำเร็จใด ๆ ในสังคมได้หนังสือและการอ่านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
3. จุดประสงค์ของการอ่านในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกันอาจมีจุดประสงค์หรือความคิดต่างกัน โดยทั่วไปจุดประสงค์ของการอ่านมี 3 ประการ คือ
1) การอ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี วารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง การอ่านเพื่อความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสำหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อความก้าวหน้าของโลกข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตำรา แต่แทรกอยู่ในหนังสือประเภทต่าง ๆแม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ
2) การอ่านเพื่อความคิดแนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรงเท่านั้น การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกนำความคิดที่ได้อ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาดเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด เช่น เรื่องพระลอแสดงความรักอันฝืนทำนองคลองธรรมจึงต้องประสบเคราะห์กรรมในที่สุดผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิดนับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดายการอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัยการศึกษาและการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่านมากกว่าครูจึงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านเพื่อความคิดของตนเองและเพื่อชี้แนะหรือสนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้
3) การอ่านเพื่อความบันเทิงเป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนที่มีนิสัยรักการอ่านหากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้ อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจำนวนมาก เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์เป็นต้นจุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน
4) คุณค่าของการอ่าน ในการส่งเสริมการอ่าน ครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเลือกหนังสือด้วย คุณค่าดังกล่าวมามีดังนี้
• คุณค่าทางอารมณ์หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ ได้แก่ วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา อาจเรียกได้ว่ามี “รส” วรรณคดี ซึ่งตำราสันสกฤต กล่าวว่า มีรส 9 รส คือ
1 รสแห่งความรักหรือความยินดี
2 รสแห่งความรื่นเริง
3 รสแห่งความสงสาร
4 รสแห่งความเกรี้ยวกราด
5 รสแห่งความกล้าหาญ
6 รสแห่งความน่ากลัวหรือทุกขเวทนา
7 รสแห่งความเกลียดชัง
8 รสแห่งความประหลาดใจ
9 รสแห่งความสงบสันติในวรรณคดีไทยก็แบ่งเป็น 4 รส คือ
- เสาวจนี การชมความงาม
- นารีปราโมทย์ การแสดงความรัก
- พิโรธวาทัง การแสดงความโกธรแค้น
- สัลลาปังคพิไสย การคร่ำครวญหลายท่านคงเคยได้ศึกษามาแล้ว หนังสือที่มิใช่ตำราวิชาการโดยตรง มักแทรกอารมณ์ไว้ด้วยไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพื่อให้น่าอ่านและสนองอารมณ์ของผู้อ่านในด้านต่าง ๆ
• คุณค่าทางสติปัญญาหนังสือดีย่อมให้คุณค่าทางด้านสติปัญญา อันได้แก่ ความรู้และความคิดเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ความคิดในเชิงทำลายความรู้ในที่นี้นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้วยังรวมถึงความรู้ทางการเมือง สังคม ภาษา และสิ่งต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเสมอ แม้จะหยิบหนังสือมาอ่านเพียง 2-3 นาทีผู้อ่านก็จะได้รับคุณค่าทางสติปัญญาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งหนังสืออาจจะปรากฏในรูปของเศษกระดาษถุงกระดาษ แต่ก็จะ “ให้ ” บางสิ่งบางอย่างแก่ผู้อ่านบางครั้งอาจช่วยแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมาเป็นเวลานานทั้งนี้ย่อมสุดแต่วิจารณญาณและพื้นฐานของผู้อ่านด้วยบางคนอาจมองผ่านไปโดยไม่สนใจแต่บางคนอาจมองลึกลงไปเห็นคุณค่าของหนังสือนั้นเป็นอย่างยิ่งคุณค่าทางสติปัญญาจึงมิใช่ขึ้นอยู่กับหนังสือเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับผู้อ่านด้วย
• คุณค่าทางสังคม การอ่านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาแต่เป็นโบราณกาล หากมนุษย์ ไม่มีนิสัยในการอ่าน วัฒนธรรมคงสูญสิ้นไป ไม่สืบทอดมาจนบัดนี้ วัฒนธรรมทางภาษา การเมือง การประกอบอาชีพ การศึกษา กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้อาศัยหนังสือและการอ่านเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และพัฒนาให้คุณค่าแก่สังคมนานัปการ หนังสืออาจทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปได้หากมีคนอ่านเป็นจำนวนมาก หนังสือและผู้อ่าน จึงอาศัยกันและกันเป็นเครื่องสืบทอดวัฒนธรรมของมนุษย์ในสังคมที่เจริญแล้ว จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มคนที่ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีหนังสือไม่มีการอ่านวัฒนธรรมของสังคมนั้นมักล้าหลัง ปราศจากการพัฒนา การอ่านจึงให้คุณค่าทางสังคมในทุกด้าน
การสร้างนิสัยรักการอ่าน
การที่บุคคลหนื่งบุคคลใดจะมีนิสัยรักการอ่านได้จะต้องได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ก็มิใช่ว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะไม่สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านได้ ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้น จะต้องเข้าใจว่าการที่จะสร้างนิสัยให้เป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านนั้นจะต้องเริ่มจาก
๑. อ่านหนังสือที่ตนเองชอบ
๒. การอ่านจะต้องมีสมาธิเพื่อจิตใจความของเรื่องที่อ่านได้
๓. เริ่มอ่านจากเรื่องสั้นๆ ก่อนไปสู่เรื่องยาว ๆ
๔. การอ่านควรมีสมุดจดบันทึก เพื่อจดจำข้อความที่ไพเราะ มีคติสอนใจ
๕. การอ่านจะต้องอ่านหนังสือได้ทุกประเภท และหยิบอ่านทุกครั้งเมื่อมีโอกาสหรือมี เวลาว่าง
๖. การอ่านอาจจะซื้ออ่านเองหรือขอยืมจากเพื่อน ห้องสมุด หรือแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆเป็นต้น
การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพมารยาทในการอ่าน มารยาทเป็นวัฒนธรรมทางสังคม เป็นความประพฤติที่เหมาะสมที่ควร ซึ่งสังคมยอมรับและยกย่อง ผู้มีมารยาทคือผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอน ขัดเกลามาดีแล้ว มารยาทในการอ่านแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บางคนอาจไม่รู้สึก แต่ไม่ควรมองข้าม มารยาทเหล่านี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าบุคคลนั้นได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีหรือไม่ อย่างไร ดังเช่นภาษิตที่ว่า "สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล"
มารยาททั่ว ๆ ไปในการอ่าน มีดังนี้.-
๑. ไม่ควรอ่านเรื่องที่เป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เช่น จดหมาย สมุดบันทึก
๒. ในขณะที่มีผู้อ่านหนังสือ ไม่ควรชะโงกไปอ่านข้างหลังให้เป็นที่รำคาญและไม่ควร แย่งอ่าน
๓. ไม่อ่านออกเสียงดัง ในขณะที่ผู้อื่นต้องการความสงบ
๔. ไม่แกล้งอ่านเพื่อล้อเลียนบุคคลอื่น
๕. ไม่ควรถือวิสาสะหยิบหนังสือของบุคคลอื่นมาอ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต
๖. ไม่อ่านหนังสือเมื่ออยู่ในวงสนทนาหรือมีการประชุม
๗. เมื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดหรือสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้อ่านหนังสือโดยเฉพาะ ไม่ส่งเสียงดัง ควรปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสถานที่เหล่านั้นอย่างเคร่งครัด
การอ่านเป็นหนึ่งในสี่ทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ และไม่มีวันสิ้นสุดสามารถฝึกได้เรื่อย ๆ ตามวัยและประสบการณ์ของผู้อ่าน เพราะการอ่านนั้นจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรู้ ความคิด และความบันเทิงใจ ช่วยปรับปรุงชีวิตให้สดใสสมบูรณ์ ดังคำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษที่ว่า “การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์
1. ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน
2. ความสำคัญของการอ่านในสมัยโบราณที่ยังไม่มีตัวหนังสือใช้ มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังในถ้ำ เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์ เพื่อเตือนความจำหรือเพื่อบอกเล่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย แสดงถึงความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์ที่คงทนต่อกาลเวลาจากภาพเขียนตามผนังถ้ำ ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาเขียนและหนังสือ ปัจจุบันนี้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อมนุษย์จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการดำรงชีวิตคนที่ไม่รู้หนังสือแม้จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสำเร็จใด ๆ ในสังคมได้หนังสือและการอ่านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
3. จุดประสงค์ของการอ่านในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกันอาจมีจุดประสงค์หรือความคิดต่างกัน โดยทั่วไปจุดประสงค์ของการอ่านมี 3 ประการ คือ
1) การอ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี วารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง การอ่านเพื่อความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสำหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อความก้าวหน้าของโลกข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตำรา แต่แทรกอยู่ในหนังสือประเภทต่าง ๆแม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ
2) การอ่านเพื่อความคิดแนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรงเท่านั้น การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกนำความคิดที่ได้อ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาดเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด เช่น เรื่องพระลอแสดงความรักอันฝืนทำนองคลองธรรมจึงต้องประสบเคราะห์กรรมในที่สุดผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิดนับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดายการอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัยการศึกษาและการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่านมากกว่าครูจึงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านเพื่อความคิดของตนเองและเพื่อชี้แนะหรือสนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้
3) การอ่านเพื่อความบันเทิงเป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนที่มีนิสัยรักการอ่านหากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้ อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจำนวนมาก เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์เป็นต้นจุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน
4) คุณค่าของการอ่าน ในการส่งเสริมการอ่าน ครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเลือกหนังสือด้วย คุณค่าดังกล่าวมามีดังนี้
• คุณค่าทางอารมณ์หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ ได้แก่ วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา อาจเรียกได้ว่ามี “รส” วรรณคดี ซึ่งตำราสันสกฤต กล่าวว่า มีรส 9 รส คือ
1 รสแห่งความรักหรือความยินดี
2 รสแห่งความรื่นเริง
3 รสแห่งความสงสาร
4 รสแห่งความเกรี้ยวกราด
5 รสแห่งความกล้าหาญ
6 รสแห่งความน่ากลัวหรือทุกขเวทนา
7 รสแห่งความเกลียดชัง
8 รสแห่งความประหลาดใจ
9 รสแห่งความสงบสันติในวรรณคดีไทยก็แบ่งเป็น 4 รส คือ
- เสาวจนี การชมความงาม
- นารีปราโมทย์ การแสดงความรัก
- พิโรธวาทัง การแสดงความโกธรแค้น
- สัลลาปังคพิไสย การคร่ำครวญหลายท่านคงเคยได้ศึกษามาแล้ว หนังสือที่มิใช่ตำราวิชาการโดยตรง มักแทรกอารมณ์ไว้ด้วยไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพื่อให้น่าอ่านและสนองอารมณ์ของผู้อ่านในด้านต่าง ๆ
• คุณค่าทางสติปัญญาหนังสือดีย่อมให้คุณค่าทางด้านสติปัญญา อันได้แก่ ความรู้และความคิดเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ความคิดในเชิงทำลายความรู้ในที่นี้นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้วยังรวมถึงความรู้ทางการเมือง สังคม ภาษา และสิ่งต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเสมอ แม้จะหยิบหนังสือมาอ่านเพียง 2-3 นาทีผู้อ่านก็จะได้รับคุณค่าทางสติปัญญาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งหนังสืออาจจะปรากฏในรูปของเศษกระดาษถุงกระดาษ แต่ก็จะ “ให้ ” บางสิ่งบางอย่างแก่ผู้อ่านบางครั้งอาจช่วยแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมาเป็นเวลานานทั้งนี้ย่อมสุดแต่วิจารณญาณและพื้นฐานของผู้อ่านด้วยบางคนอาจมองผ่านไปโดยไม่สนใจแต่บางคนอาจมองลึกลงไปเห็นคุณค่าของหนังสือนั้นเป็นอย่างยิ่งคุณค่าทางสติปัญญาจึงมิใช่ขึ้นอยู่กับหนังสือเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับผู้อ่านด้วย
• คุณค่าทางสังคม การอ่านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาแต่เป็นโบราณกาล หากมนุษย์ ไม่มีนิสัยในการอ่าน วัฒนธรรมคงสูญสิ้นไป ไม่สืบทอดมาจนบัดนี้ วัฒนธรรมทางภาษา การเมือง การประกอบอาชีพ การศึกษา กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้อาศัยหนังสือและการอ่านเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และพัฒนาให้คุณค่าแก่สังคมนานัปการ หนังสืออาจทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปได้หากมีคนอ่านเป็นจำนวนมาก หนังสือและผู้อ่าน จึงอาศัยกันและกันเป็นเครื่องสืบทอดวัฒนธรรมของมนุษย์ในสังคมที่เจริญแล้ว จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มคนที่ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีหนังสือไม่มีการอ่านวัฒนธรรมของสังคมนั้นมักล้าหลัง ปราศจากการพัฒนา การอ่านจึงให้คุณค่าทางสังคมในทุกด้าน
การสร้างนิสัยรักการอ่าน
การที่บุคคลหนื่งบุคคลใดจะมีนิสัยรักการอ่านได้จะต้องได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ก็มิใช่ว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะไม่สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านได้ ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้น จะต้องเข้าใจว่าการที่จะสร้างนิสัยให้เป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านนั้นจะต้องเริ่มจาก
๑. อ่านหนังสือที่ตนเองชอบ
๒. การอ่านจะต้องมีสมาธิเพื่อจิตใจความของเรื่องที่อ่านได้
๓. เริ่มอ่านจากเรื่องสั้นๆ ก่อนไปสู่เรื่องยาว ๆ
๔. การอ่านควรมีสมุดจดบันทึก เพื่อจดจำข้อความที่ไพเราะ มีคติสอนใจ
๕. การอ่านจะต้องอ่านหนังสือได้ทุกประเภท และหยิบอ่านทุกครั้งเมื่อมีโอกาสหรือมี เวลาว่าง
๖. การอ่านอาจจะซื้ออ่านเองหรือขอยืมจากเพื่อน ห้องสมุด หรือแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆเป็นต้น
การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพมารยาทในการอ่าน มารยาทเป็นวัฒนธรรมทางสังคม เป็นความประพฤติที่เหมาะสมที่ควร ซึ่งสังคมยอมรับและยกย่อง ผู้มีมารยาทคือผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอน ขัดเกลามาดีแล้ว มารยาทในการอ่านแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บางคนอาจไม่รู้สึก แต่ไม่ควรมองข้าม มารยาทเหล่านี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าบุคคลนั้นได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีหรือไม่ อย่างไร ดังเช่นภาษิตที่ว่า "สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล"
มารยาททั่ว ๆ ไปในการอ่าน มีดังนี้.-
๑. ไม่ควรอ่านเรื่องที่เป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เช่น จดหมาย สมุดบันทึก
๒. ในขณะที่มีผู้อ่านหนังสือ ไม่ควรชะโงกไปอ่านข้างหลังให้เป็นที่รำคาญและไม่ควร แย่งอ่าน
๓. ไม่อ่านออกเสียงดัง ในขณะที่ผู้อื่นต้องการความสงบ
๔. ไม่แกล้งอ่านเพื่อล้อเลียนบุคคลอื่น
๕. ไม่ควรถือวิสาสะหยิบหนังสือของบุคคลอื่นมาอ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต
๖. ไม่อ่านหนังสือเมื่ออยู่ในวงสนทนาหรือมีการประชุม
๗. เมื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดหรือสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้อ่านหนังสือโดยเฉพาะ ไม่ส่งเสียงดัง ควรปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสถานที่เหล่านั้นอย่างเคร่งครัด
แบบทดสอบ
1. ทักษะทางภาษาในข้อใดเป็นทักษะที่คนใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด
ก. ทักษะการฟัง
ข. ทักษะการพูด
ค. ทักษะการอ่าน
ง. ทักษะการเขียน
ก. ทักษะการฟัง
ข. ทักษะการพูด
ค. ทักษะการอ่าน
ง. ทักษะการเขียน
2.การอ่านในข้อใดเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านมากที่สุด
ก.อ่านได้
ข.อ่านออก
ค.อ่านเป็น
ง.อ่านมาก
ก.อ่านได้
ข.อ่านออก
ค.อ่านเป็น
ง.อ่านมาก
3. ข้อใดถือว่าสำคัญที่สุดในการอ่าน
ก.จดบันทึกทุกเรื่องราวในการอ่าน
ข. จับประเด็นสำคัญเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว
ค.รู้จักใช้ส่วนประกอบต่างๆของหนังสือให้เป็นประโยชน์
ง.รู้จักตั้งจุดประสงค์ในการอ่านและพยายามให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ก.จดบันทึกทุกเรื่องราวในการอ่าน
ข. จับประเด็นสำคัญเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว
ค.รู้จักใช้ส่วนประกอบต่างๆของหนังสือให้เป็นประโยชน์
ง.รู้จักตั้งจุดประสงค์ในการอ่านและพยายามให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
4. การอ่านในข้อใดที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุด
ก.อ่านได้ช้าแต่สามารถสรุปใจความได้
ข.อ่านได้เร็ว แต่ไม่ค่อยแตกฉาน
ค.เชื่อทุกอย่างที่ได้เพราะไม่สามารถวิเคราะห์ได้
ง.ตีความเรื่องที่อ่านได้ไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการส่งให้
ก.อ่านได้ช้าแต่สามารถสรุปใจความได้
ข.อ่านได้เร็ว แต่ไม่ค่อยแตกฉาน
ค.เชื่อทุกอย่างที่ได้เพราะไม่สามารถวิเคราะห์ได้
ง.ตีความเรื่องที่อ่านได้ไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการส่งให้
5.ข้อใดเรียงลำดับกระบวนการในการฟังได้ถูกต้องที่สุด
ก.ได้ยิน สนใจฟัง ตีความ ตอบสนอง ทำความเข้าใจ
ข.ได้ยิน สนใจฟัง ทำความเข้าใจ ตีความ ตอบสนอง
ค.ได้ยิน ทำความเข้าใจ สนใจฟัง ตีความ ตอบสนอง
ง.ได้ยิน สนใจฟัง ทำความเข้าใจ ตอบสนอง ตีความ
ข.ได้ยิน สนใจฟัง ทำความเข้าใจ ตีความ ตอบสนอง
ค.ได้ยิน ทำความเข้าใจ สนใจฟัง ตีความ ตอบสนอง
ง.ได้ยิน สนใจฟัง ทำความเข้าใจ ตอบสนอง ตีความ
6.ข้อใดถือว่าเป็นหนังสือต้องห้าม
ก.หนังสือลามกอนาจาร
ข.หนังสือการก่ออาชญากรรมแบบต่าง ๆ
ค.หนังสือเกี่ยวกับลัทธิหรือนิกายใหม่ ๆ ในศาสนาอื่น
ง.หนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสืบราชวงศ์ของกษัตริย์
ก.หนังสือลามกอนาจาร
ข.หนังสือการก่ออาชญากรรมแบบต่าง ๆ
ค.หนังสือเกี่ยวกับลัทธิหรือนิกายใหม่ ๆ ในศาสนาอื่น
ง.หนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสืบราชวงศ์ของกษัตริย์
7.ข้อใดเรียงลำดับการจับใจความสำคัญได้ถูกต้อง1. อ่านชื่อเรื่อง
2. อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ
3. หาใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า
4. นำมาเรียงต่อกัน แล้วเขียนด้วยภาษาเข้าใจง่าย
5. ตอบคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม
ก. 1-2-3-5-4
ก. 1-2-3-5-4
ข. 1 -3-2-5-4
ค. 1-5-2-3-4
ง. 1-2-5-3-4
ค. 1-5-2-3-4
ง. 1-2-5-3-4
8.ข้อใดวิเคราะห์ปัญหาในการอ่านไม่ถูกต้อง
ก.อ่านเสียงวรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง เช่น ฮ้าไฮ้ อ่านเป็น ห้า – ไห้
ข.อ่านเสียงควบกล้ำไม่ถูกต้อง เช่น ขวัญแขวน อ่านเป็น ฝัน – แฝน
ค.อ่านออกเสียงตามความเคยชิน เช่น นุชแม่ อ่านเป็น นุด-เช่อ-แม่
ง.อ่านผิดเพราะขาดความรู้ เช่น โพยม อ่านเป็น โพ – ยม
ก.อ่านเสียงวรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง เช่น ฮ้าไฮ้ อ่านเป็น ห้า – ไห้
ข.อ่านเสียงควบกล้ำไม่ถูกต้อง เช่น ขวัญแขวน อ่านเป็น ฝัน – แฝน
ค.อ่านออกเสียงตามความเคยชิน เช่น นุชแม่ อ่านเป็น นุด-เช่อ-แม่
ง.อ่านผิดเพราะขาดความรู้ เช่น โพยม อ่านเป็น โพ – ยม
9. มารยาทในการอ่านมีอะไรบ้าง
ก.ไม่ควรอ่านเรื่องที่เป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น เช่น จดหมาย สมุดบันทึก
ข.ไม่แกล้งอ่านเพื่อล้อเลียนบุคคลอื่น
ค.ไม่อ่านหนังสือเมื่ออยู่ในวงสนทนาหรือมีการประชุม
ง.ถูกต้องทุกข้อ
10.คุณค่าทางอารมณ์หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ ได้แก่ วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา อาจเรียกได้ว่ามี “รส” วรรณคดี ซึ่งตำราสันสกฤต กล่าวว่า มีรสกี่รส
ก.9รส
ข.8รส
ค.4รส
ง.2รส
